โครงงานสังคม ศาสนา วัฒนธรรม

เรื่อง

ประเพณีขันโตก

 

จัดทำโดย

 

1.   เด็กหญิงสุปวีณ์             เตรียมสันติภาพ

2.   เด็กหญิงเบญจมาศ       เมืองลือ

3.   เด็กหญิงอารยาภาณ์     ทีฆพุฒิ

 

25 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2545

โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

 

ครูที่ปรึกษา

 

1.   อาจารย์วิญญูวดี   กุลจลา     

2.   อาจารย์จินตณา    ฤทธิ์เทวา

3.   อาจารย์ชีวรัตน์     เกี๋ยงมณา

 

 

บทคัดย่อ

การทำโครงงานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ

1.    เพื่อศึกษาความเป็นมาของประเพณีขันโตกจากเอกสารและสถานที่จริง

2.    เพื่อรักษาประเพณีขันโตก

3.    เพื่อเปรียบเทียบประเพณีขันโตกจากสถานที่จริงในปัจจุบันและจากเอกสารที่ค้นคว้า

4.    เพื่อเผยแพร่ประเพณีขันโตกแก่เพื่อนๆ ชั้น ป. 3/9

5.    เพื่อส่งเสริมให้เพื่อนๆ หันมาทานอาหารพื้นเมืองมากขึ้น

6.    เพื่อศึกษาสารอาหารที่มีอยู่ในขันโตกที่รับประทาน

ข้าพเจ้าได้ศึกษาหนังสือและสอบถามข้อมูลจากคุณยายสุพัตรา กิตวงศ์ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือประกอบการสอนวิชาภาษากับวัฒนธรรม
 (ท.
051) ณ โรงเรียนมัธยมสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และได้ไปดูการจัดเลี้ยงขันโตกที่คุ้มขันโตกจังหวัดเชียงใหม่
ในวันที่
2 ธันวาคม 2545 ซึ่งสามารถสรุปผลของการทำโครงการได้ดังนี้

1.    ได้รู้จักอาหารในขันโตกแต่ละอย่างพร้อมสารอาหาร

2.    ได้รู้จุดประสงค์ของประเพณีขันโตกที่ถูกต้อง

3.    ได้เห็นการแสดงพื้นเมืองที่หลากหลายจากสถานที่จริง

4.    ได้มีโอกาสเผยแพร่ประเพณีขันโตกแก่เพื่อนๆ ป.3/9 และให้แก่ผู้ที่สนใจในวันวิชาการต่อไป

5.    ได้รู้ว่านักท่องเที่ยวให้ความสนใจในประเพณีขันโตกมากโดยสังเกตจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยที่มาทานในวันที่ไปสำรวจมีจำนวนมากจนแน่นห้องจัดเลี้ยง

6.    ได้เห็นถึงความแตกต่างของการเลี้ยงขันโตกในปัจจุบันกับที่มีอยู่ในตำรา ว่ามีความแตกต่างบ้างในเรื่องของอาหารและการแสดงที่ผสมผสานของภาคกลางปนอยู่

7.    เกิดความภาคภูมิใจที่ได้เป็นชาวล้านนาและมีความรู้สึกที่จะรักษาประเพณีพื้นเมืองรวมทั้งประเพณีขันโตกให้คงอยู่ตลอดไป

 

กิตติกรรมประกาศ

          ในการจัดทำโครงงานเรื่องประเพณีขันโตกในครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้ศึกษาค้นคว้าจากห้องสมุดของโรงเรียนและจากเอกสารต่างๆ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสศึกษาจากหนังสือประกอบการสอนวิชาภาษากับวัฒนธรรม(ท.051) โดยอาจารย์สุพัตรา กิตวงศ์ และจากการสอบถามคุณยายสุพัตรา กิตวงศ์ ซึ่งเป็นคุณครูที่สอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมสันกำแพง ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มมากมาย ข้าพเจ้ากราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วย และขอกราบขอบพระคุณคุณแม่สิริลักษณ์ เตรียมสันติภาพ ที่ช่วยพาเข้าชมการเลี้ยงขันโตกที่คุ้มขันโตกและยังช่วยพิมพ์เอกสารให้อย่างสวยงาม ขอกราบขอบพระคุณครูวิญญูวดี กุลจลา คุณครูจินตรา ฤทธิ์เทวา คุณครูชีวรัตน์ เกี๋ยงมณี ที่ให้คำแนะนำและคอยให้กำลังใจมาจนงานวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

                                                                             ผู้จัดทำ

 

 

บทที่ 1

บทนำ

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

          ในการเรียนการสอนวิชาสังคม คุณครูจินตณา ฤทธิ์เทวา ได้สอนเรื่องประเพณีท้องถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งได้พูดถึงประเพณีขันโตก เมื่อคุณครูสอนเสร็จ คุณครูก็ให้นักเรียนค้นคว้าในรายละเอียดของประเพณีในจังหวัดตามความสนใจ พวกเรา 3 คน จึงคิดว่าจะค้นคว้าเรื่อง ประเพณีขันโตก เพราะว่าเพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะทำเรื่องประเพณีที่สำคัญๆ เช่น ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีลอยกระทง เป็นส่วนใหญ่ เพราะมีหนังสือค้นคว้าหลายเล่ม แต่เรื่องขันโตกมีรายละเอียดไม่มากนัก ข้าพเจ้า 3 คนมีความสนใจและต้องการรู้เรื่องความเป็นมาของประเพณีขันโตกอย่างแท้จริง และสามารถนำมาเผยแพร่ให้กับเพื่อนๆ ชั้น ป. 3/9 เด็กหญิงสุปวีณ์ เตรียมสันติภาพ รู้จักคุณยายสุพัตรา กิตวงศ์ ซึ่งเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนสันกำแพง และสอนวิชาภาษากับวัฒนธรรม จึงทำให้พวกเรา 3 คน สามารถค้นคว้าจากเอกสารของคุณยาย รวมทั้งสัมภาษณ์คุณยายได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ในจังหวัด
เชียงใหม่ มีร้านอาหารแบบขันโตกที่ใช้จัดเลี้ยงต้อนรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยู่หลายร้าน ทำให้สามารถสำรวจได้ง่ายโดยใช้เวลาในวันหยุดในการทำโครงงาน ทำให้พวกเรารู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย

          นอกจากนี้พวกเรายังต้องการรู้จักอาหารพื้นเมืองมากกว่าเดิม เพราะว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีขายในโรงอาหารหรือในห้าง เพื่อนๆ หลายคนไม่ค่อยได้ทานอาหารพื้นเมือง ทานแต่อาหารแบบฝรั่ง เช่น พิซซ่า, ไก่ทอดต่างๆ, แฮมเบอร์เกอร์, มันฝรั่งทอด, ไอศกรีม และอื่นๆ อีกมากมาย พวกเราคิดว่าถ้าเราค้นคว้าเรื่องนี้อาจทำให้เพื่อนๆ หันมากินอาหารพื้นเมืองมากขึ้น

 

วัตถุประสงค์

1.    เพื่อศึกษาความเป็นมาของประเพณีขันโตกจากเอกสารและสถานที่จริง

2.    เพื่อรักษาประเพณีขันโตก

3.    เพื่อเปรียบเทียบประเพณีขันโตกจากสถานที่จริงในปัจจุบันและจากเอกสารที่ค้นคว้า

4.    เพื่อเผยแพร่ประเพณีขันโตกแก่เพื่อนๆ ชั้น ป.3/9

5.    เพื่อส่งเสริมให้เพื่อนๆ หันมาทานอาหารพื้นเมืองมากขึ้น

6.    เพื่อศึกษาสารอาหารที่มีอยู่ในขันโตกที่รับประทาน

 

ขอบเขตของโครงงาน

1.    ศึกษาจากหนังสือประกอบของการสอนวิชาภาษากับวัฒนธรรม (ท.051) โดยนางสุพัตรา กิตวงศ์

2.    ศึกษาจากสถานที่จริง ณ คุ้มขันโตก จังหวัดเชียงใหม่

 

 

บทที่ 2

การตรวจเอกสาร

 

           ล้านนาไทยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองด้วยศิลปวัฒนธรรมแต่โบราณกาลแล้ว เพราะเคยเป็นราชอาณาจักรมาแต่พุทธศัตวรรษที่ 18-20 มีพระเจ้ามังรายเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย มีการพัฒนาหลายด้าน เช่น การปกครอง การศาสนา ศิลปะต่าง     ตลอดจน  วัฒนธรรมการกินอยู่     การนอน การบวช การแต่งงาน เป็นต้น ขันโตกเป็นประเพณีการกินอาหารอย่างหนึ่งของล้านนาไทย ต่อมาจึงมีการดัดแปลงการเลี้ยงอาหาร เรียกว่า “ประเพณีขันโตก”

                   ภาชนะที่ชาวล้านนาไทยใช้ใส่อาหารมีหลายอย่าง เช่น ขันข้าว กั๋วะข้าว ไถลข้าว   กล่องข้าว ถ้วยแกง ช้อน เป็นต้น ภาชนะเหล่านี้ส่วนมากทำด้วยไม้สัก  จึงเป็นการแสดงว่าชาวล้านนาไทยอยู่ในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ไม้สัก ไม้เบญจพรรณ           จึงนำมาดัดแปลงให้เป็นประโยชน์ใช้สอยในครอบครัว

                   “ขันโตก” พวกช่างจะนำไม้สักท่อนใหญ่   มาตัดให้พอเหมาะแล้วนำมากลึงกับเครื่องกลึงหรือเครื่องเคี่ยน เมื่อกลึงแล้วจะนำไปใส่ตีนเชิง     เสร็จแล้วจะนำไปลงรัก (ภาคกลางเรียกว่า ลงชาด) เมื่อแห้งแล้วนำมาใส่อาหาร

 

 

บทที่ 3

วิธีดำเนินการศึกษา

 

1.    รวมกลุ่มและกำหนดหัวข้อในการทำงาน

2.    สอบถามคุณยายสุพัตรา กิตวงศ์

3.    ค้นคว้าจากเอกสารตำรา

4.    คัดเลือกสถานที่ที่จะสำรวจ

5.    ศึกษาจากสถานที่จริง

6.    บันทึกสิ่งที่ได้พบโดยละเอียด

7.    เปรียบเทียบความแตกต่างจากสถานที่จริงและจากตำรา

8.    นำมาเขียนรายงานพร้อมสรุปและอภิปรายผล

9.    นำเสนอหน้าชั้นเรียน

10.           จัดทำแผนภูมิเพื่อนำเสนอในงานวิชาการ

 

 

บทที่ 4

ผลการศึกษาและอภิปรายผล

          จากการศึกษาจากหนังสือพบว่า อาหารที่นำมาบรรจุในขันโตกจะประกอบด้วย

1.    แกงอ่อม

2.    จิ้นลาบ

3.    ยำจิ้นไก่

4.    แกงฮันเล

5.    แกงแค

6.    ไส้อั่ว

7.    แคบหมู

8.    น้ำพริก (น้ำพริกอ่อง, น้ำพริกมะขาม, น้ำพริกหนุ่ม, น้ำพริกปลา พร้อมผักเย็น แตงกวา
และผักอื่นๆ)

9.    ผัดผักต่างๆ

10.           ข้าวนึ่ง

 

อาหารที่บรรจุในขันโตกจากสถานที่จริงที่ตรงกับที่ค้นคว้ามามีดังนี้

1.    แคบหมู

2.    แกงฮังเล

3.    น้ำพริกหนุ่ม

4.    ผัดผักรวม

5.    ข้าวนึ่ง

 

และที่เพิ่มเติมจากหนังสือที่ค้นคว้ามีดังนี้

1.    หมี่กรอบ

2.    ไก่ทอด

3.    ซุปไก่

4.    ข้าวสวย

 

ซึ่งจากการที่ได้สอบถาม คุณอัชชาวดี รุ่งบรรณพันธุ์ ซึ่งเป็นมัคคุเทศน์ ได้อธิบายว่า หมี่กรอบจะนิยมทานกับแกงฮัลเล ส่วนซุปไก่ทำไว้เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มาร่วมงานทานเป็นการเรียกน้ำย่อยและไก่ทอดก็เป็นสิ่งที่เพิ่มมาสำหรับคนที่ทานอาหารบางอย่างไม่ได้

นอกจากนี้สิ่งที่พวกเราสังเกตก็คือชาวต่างชาติบางคนจะทานข้าวสวย และคนไทยที่มาทานส่วนใหญ่จะไม่ทานข้าวเหนียวด้วยมือ แต่จะทานด้วยช้อนและส้อม ซึ่งค่อนข้างแปลกเพราะว่าชาวล้านนาจะทานข้าวเหนียวด้วยมือทุกคน

การแสดงจากที่มีในหนังสือจะปรากฏดังนี้คือ

1.    ฟ้อนเล็บหรือฟ้อนเทียน

2.    ฟ้อนชาวเขา

3.    ฟ้อนม่านมุ่ยเชียงดาว

4.    ฟ้อนน้อยใจยา – นางแว่นแก้ว

5.    ฟ้อนเงี้ยว

6.    ฟ้อนดาบ

แต่จากการไปสำรวจจากสถานที่จริงพบว่า มีรายการที่ตรงกับหนังสือที่ค้นคว้าคือ

1.    ฟ้อนเทียน

2.    ฟ้อนดาบ

และที่เพิ่มเติมเข้ามามีดังต่อไปนี้ คือ

1.    ฟ้อนที ศิลปะการฟ้อนรำที่นำเอาร่ม หรือ ที ในภาษาไตอันเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตพื้นบ้าน ผสมผสานกับจังหวะลีลาการฟ้อนรำตามแบบฉบับพื้นบ้านอย่างแท้จริง

2.    การแสดงชุดกลองสะบัดชัย เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ไพร่พลในยามมีศึกสงคราม ด้วยลีลาการตีที่โลดโผน

3.    ฟ้อนเก็บใบชา ดัดแปลงมาจากวิถีชีวิตประจำวันของชาวเขาเผ่าเย้าและล้านนา กับท่าฟ้อนที่สวยงาม คล่องตัว รวดเร็ว แต่อ่อนช้อย

4.    หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา หรือ จับนาง เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงโขน ซึ่งถือเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูง แต่เดิมนิยมเล่นในพระราชวังเท่านั้น หนุมานเป็นตัวละครเอกในเรื่อง “รามเกียรติ์” วรรณกรรมชั้นยอดของไทย ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมของอินเดียเรื่อง “รายมายณะ”

5.    เซิ้งรำโป๋ คำว่า กะโป๋ หมายถึง กะลา ในภาษาอีสาน เซิ้งกะโป๋ เป็นการหยอกล้อกันระหว่างคนหนุ่มสาว โดยใช้กะลาเป็นเครื่องประกอบจังหวะด้วยลีลาที่สนุกสนานและเร้าใจ

6.    รำวง มีขึ้นชนบทภาคกลาง ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีพิธีการที่ซับซ้อน แต่ฉาบไว้ด้วยเอกลักษณ์ที่บริสุทธิ์แจ่มใสของความเป็นท้องถิ่น

 

ซึ่งจากการอ่านคำอธิบาย สามารถสรุปผลได้ว่า เป็นการแสดงที่เป็นของชาวล้านนา มีดังนี้

1.    ฟ้อนดาบ

2.    ฟ้อนเทียน

3.    ตีกลองสะบัดชัย

ส่วนของชนกลุ่มน้อย(ชาวเขา) คือ

1.    ฟ้อนเก็บใบชา

2.    ฟ้อนที

ส่วนของภาคกลาง คือ

1.    หนุมานจับนางสุวรรณมัจฉา

2.    รำวง

 

ผลการสำรวจในเรื่องของโภชนาการพบว่า อาหารที่ใส่ในขันโตกมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

 

สรุปสารอาหารที่ได้ทานในวันที่ไปทานขันโตกมีดังนี้

 

สารอาหาร

อาหาร

คาร์โบไฮเดรต

โปรตีน

ไขมัน

วิตามิน

เกลือแร่

·       ข้าวเหนียว

·       แกงฮังเล

·       น้ำพริกหนุ่ม

·       ผักจิ้มน้ำพริก

·       ผัดผักรวม

·       ไก่ทอด

·       แคบหมู

·       น้ำพริกอ่อง

·       ผลไม้

·       หมี่กรอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          ซึ่งใน 1 ขันโตก จะได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ซึ่งพวกเราคิดว่าดีกว่าอาหารฝรั่งที่เพื่อนๆ ชอบทาน เช่น พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ อาหารพวกนั้นจะมี คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน สูงกว่า

 

 

บทที่ 5

สรุปผล ประโยชน์ ข้อเสนอแนะ

สามารถสรุปผลได้ดังนี้

1.    ได้รู้จักอาหารในขันโตกแต่ละอย่างพร้อมสารอาหาร

2.    ได้รู้จุดประสงค์ของประเพณีขันโตกที่ถูกต้อง

3.    ได้เห็นการแสดงพื้นเมืองที่หลากหลายจากสถานที่จริง

4.    ได้มีโอกาสเผยแพร่ประเพณีขันโตกแก่เพื่อนๆ ป.3/9 และให้แก่ผู้ที่สนใจในวันวิชาการต่อไป

5.    ได้รู้ว่านักท่องเที่ยวให้ความสนใจในประเพณีขันโตกมากโดยสังเกตจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยที่มาทานในวันที่ไปสำรวจมีจำนวนมากจนแน่นห้องจัดเลี้ยง

6.    ได้เห็นถึงความแตกต่างของการเลี้ยงขันโตกในปัจจุบันกับที่มีอยู่ในตำรา ว่ามีความแตกต่างบ้างในเรื่องของอาหารและการแสดงที่ผสมผสานของภาคกลางปนอยู่

7.    เกิดความภาคภูมิใจที่ได้เป็นชาวล้านนาและมีความรู้สึกที่จะรักษาประเพณีพื้นเมืองรวมทั้งประเพณีขันโตกให้คงอยู่ตลอดไป

 

ประโยชน์

1.    รู้จักความเป็นมาของการเลี้ยงอาหารแบบขันโตก

2.    รู้จักชื่ออาหารและส่วนประกอบของอาหารล้านนา

3.    เผยแพร่ประเพณีของล้านนา

4.    รู้จักการทำงานเป็นกลุ่มและการทำโครงงานที่ถูกต้อง

5.    เห็นความแตกต่างของประเพณีขันโตกจากตำราและสถานที่จริง

 

ข้อเสนอแนะ

1.    ประเพณีขันโตกเป็นประเพณีที่ควรรักษาไว้ต่อไป โดยเฉพาะควรรักษาขั้นตอนตามที่อาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินทร์ ได้ทำไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2500 เป็นต้นมา โดยใช้อาหารและการแสดงพื้นเมืองอย่างแท้จริง เพราะนักท่องเที่ยวและแขกบ้านแขกเมืองจะได้รับความรู้ที่ถูกต้องจากประเพณีล้านนา และได้รู้จักวิถีชีวิตของชาวล้านนาอย่างแท้จริง

2.    ปัจจุบันการทำขันโตกจะเป็นการค้ามากกว่าเพราะว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยที่มาจากต่างถิ่น รวมทั้งชาวต่างชาติ สามารถใช้บริการได้จากสถานที่ต่างๆ หลายแห่งที่มีราคาแตกต่างกันไป

3.    พวกเราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่คุณครูได้นำเอาเรื่องประเพณีต่างๆ มาสอน ทำให้พวกเราได้รู้จักวิถีชีวิตของชาวล้านนามาขึ้นในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าเรื่องประเพณีขันโตก